รำลึก “พอล ไซลาส” ตำนานผู้เล่น-โค้ชจอมอดทน

News

คอลัมน์ Buzzer Beat โดย MVP

เผลอแว้บเดียวปี 2022 กับ ฟุตบอลโลก ที่ประเทศกาตาร์ กำลังจะผ่านพ้นไป แฟนๆ ของ อาร์เจนตินา และ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีม น่าจะสมปรารถนาที่ได้เห็นเขาแบกทีมทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ แม้ว่าจะเสียท่าแก่ ซาอุดิอาระเบีย แบบพลิกล็อก 1-2 ตั้งแต่แมตช์แรกของรอบแบ่งกลุ่ม กว่าต้นฉบับจะถูกตีพิมพ์ ทุกท่านคงจะทราบแล้วว่า ใครจะเป็นคู่ชิงของ แชมป์โลก 2 สมัย ระหว่าง โมร็อคโก กับ ฝรั่งเศส ส่วนตัวผมถ้า เมสซี มาถึงจุดนี้ ก็อยากให้เขาประสบความสำเร็จเหมือน ดีเอโก มาราโดนา ตำนานผู้ล่วงลับ

สัปดาห์นี้ถือว่าเริ่มกลับสู่บรรยากาศปกติด้วยข่าวเศร้า สำหรับใครที่ติดตาม บาสเกตบอล เอ็นบีเอ (NBA) มากกว่า 10 ปี น่าจะพอคุ้นหูชื่อ พอล ไซลาส ตัวป้องกันระดับตำนาน ซึ่งคว้าแชมป์ 3 สมัย และทำงานเฮดโค้ชมานานกว่า 1 ทศวรรษ เสียชีวิตด้วยวัย 79 ปี เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่น สหรัฐอเมริกา โดยสาเหตุตามการเปิดเผยของ พอลา ไซลาส-กาย บุตรสาว กับ “นิว ยอร์ก ไทม์ส” ระบุว่า เกิดจากหัวใจวายเฉียบพลัน

นับตั้งแต่ถูก เซนต์ หลุยส์ ฮอว์กส ดราฟต์รอบ 2 อันดับ 10 เมื่อปี 1964 จากมหาวิทยาลัยเครจ์ตัน ไซลาส ซึ่งเล่นตำแหน่ง เพาเวอร์ ฟอร์เวิร์ด (PF) ส่วนสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว (ประมาณ 201 เซนติเมตร) กลายเป็นตัวตึงของลีกด้านเกมรับตลอดระยะเวลา 16 ซีซัน ฉายแววจากค่าเฉลี่ย “ดับเบิล-ดับเบิล” ครั้งแรก 13.4 แต้ม 11.7 รีบาวน์ด ฤดูกาล 1967-68 และสามารถทำผลงานระดับนั้นได้อีก 7 ครั้งตลอดอาชีพ

ไซลาส เล่นให้ เซ็นต์ หลุยส์ นาน 4 ซีซัน แล้วย้ายตามแฟรนไชส์มาที่เมืองแอตแลนตา 1 ซีซัน หลังจบฤดูกาล 1968-69 เขาย้ายไป ฟีนิกซ์ ซันส์ และยังรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมบนสนาม ค่าเฉลี่ย “ดับเบิล-ดับเบิล” ตลอด 3 ซีซัน ติดทีมป้องกันยอดเยี่ยม NBA (NBA All-Defensive team) ชุด 2 ช่วง 2 ซีซันสุดท้าย ที่เมืองฟีนิกซ์ และติด ออล-สตาร์ (รวมดารา) 1 จาก 2 ครั้งของอาชีพ ปี 1972

จากนั้น ไซลาส ร่วมทีม บอสตัน เซลติกส์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาประสบความสำเร็จสูงสุดของอาชีพ ซัดเฉลี่ย 11.5 แต้ม 12.3 รีบาวน์ด ตลอด 4 ซีซัน ติดทีมป้องกันยอดเยี่ยม ชุด 2 เพียงซีซันแรก ที่บอสตัน ก่อนเลื่อนชั้นติดทีมป้องกันยอดเยี่ยม ชุด 1 ฤดูกาล 1974-75 กับ 1975-76 และสัมผัสชัยชนะช่วงเพลย์ออฟ ซิวแหวนแชมป์ 2 วงแรกของอาชีพ ในฐานะขุนพล เซลติกส์

หลังย้ายมา เดนเวอร์ นักเก็ตส์ 1 ปี ไซลาส ลงเล่น 3 ซีซันสุดท้าย ในฐานะผู้เล่น ที่ซีแอตเทิล ซูเปอร์โซนิคส์ (ปัจจุบันแฟรนไชส์ย้ายมา โอกลาโฮมา ซิตี แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น ธันเดอร์) คว้าแชมป์อีก 1 สมัย ฤดูกาล 1978-79 รวมตลอดอาชีพ ไซลาส ทำสกอร์เฉลี่ย 6.9 แต้ม 9.4 รีบาวน์ด ติดทีมป้องกันยอดเยี่ยม 5 สมัย (รวมชุดที่ 1 และ 2) คว้าแชมป์ NBA รวม 3 สมัย และติด ออล-สตาร์ 2 สมัย

ไซลาส ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ช ซาน ดีเอโก คลิปเปอร์ส ทันทีหลังรีไทร์ สถิติ ชนะ 78 แพ้ 168 ตลอด 3 ซีซัน นับตั้งแต่เว้นวรรคกีฬาบาสเกตบอลระยะหนึ่ง ไซลาส กลับสู่วงการยัดห่วง ทำหน้าที่ผู้ช่วยโค้ชนาน 11 ซีซัน ให้ นิว เจอร์ซีย์ เน็ตส์ (1988-89, 1992-95), นิว ยอร์ก นิกส์ (1989-1992), ฟีนิกซ์ ซันส์ (1995-1997) และ ชาร์ล็อตต์ ฮอร์เน็ตส์ (1997-1999)

ในที่สุด ไซลาส ถูกโปรโมตนั่งเก้าอี้เฮดโค้ชอีกครั้ง คุม ฮอร์เน็ตส์ 4 ซีซัน ที่เมืองชาร์ล็อตต์ และอีก 1 ซีซัน หลังแฟรนไชส์ย้ายมาอยู่เมือง นิว ออร์ลีนส์ แล้วย้ายมาคุม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ปี 2003 สมัย เลอบรอน เจมส์ ฟอร์เวิร์ด แอลเอ เลเกอร์ส ถูกดราฟต์คนแรก สถิติชนะ 69 แพ้ 77 ก่อนโดนปลดกลางฤดูกาล 2004-2005 ถึงกระนั้น เลอบรอน ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นซูเปอร์สตาร์ สกอร์เฉลี่ย 24.1 แต้ม 6.4 รีบาวน์ด 6.6 แอสซิสต์ ช่วง 2 ปีแรกบนสังเวียน NBA ก่อนหวนมาคุม ชาร์ล็อตต์ บ็อบแคทส์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ฮอร์เน็ตส์) นาน 2 ซีซัน กระทั่งยุติบทบาทโค้ชหลังจบฤดูกาล 2011-12

ตามโปรไฟล์ของ พอล บ่งชี้ว่า บาสเกตบอล สอนให้เขารู้จักความอดทน เขารอคอยมา 10 ปี กว่าจะสัมผัสแชมป์ NBA สมัยแรก, 15 ปี สำหรับโอกาสทำงานเฮดโค้ชครั้งที่ 2 และ 20 ปี ก่อนเห็นลูกชาย สตีเฟน ไซลาส ก้าวขึ้นมารับบทเฮดโค้ชเต็มตัว ซึ่งทัศนคติเหล่านี้น่าจะถ่ายทอดมาถึงทายาทของเขาเช่นกัน

สตีเฟน เข้าสู่ NBA สมัยคุณพ่อคุม ชาร์ล็อตต์ ไต่เต้าจากตำแหน่งสเกาท์ (แมวมอง) จนได้นั่งเคียงข้างบิดา ในฐานะสตาฟฟ์ของคุณพ่อ (ผู้ช่วย) ปี 2000 และลูกชายของ พอล รอคอยโอกาสยาวนานถึง 20 ปี กว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ช ฮุสตัน ร็อคเก็ตส์ ตามบทสัมภาษณ์ของ สตีเฟน ระบุว่า “แน่นอน คุณพ่อของผมคืออาจารย์หมายเลข 1 เป็นคนๆ หนึ่งที่ผมพึ่งพาได้ ผมขอคำแนะนำ และท่านขอคำแนะนำจากผมเช่นกัน ท่านให้ความสำคัญต่อความเห็นของผมมาก ซึ่งมันน่าประหลาดสำหรับผม ทั้งๆ ที่ผมยังหนุ่ม และประสบการณ์น้อย”

สุดท้ายสำหรับฟุตบอลโลก ที่ประเทศกาตาร์ อาจเป็นการอำลาทัวร์นาเมนต์ราวเทพนิยายของ ลิโอเนล เมสซี เจ้าของ “บัลลง ดอร์” 7 สมัย ซึ่งรอคอยเกียรติยศระดับทีมชาตินาน 16 ปี กว่าจะสัมผัสแชมป์ โคปา อเมริกา เมื่อปี 2021 และคอนนี้ เมสซี วัย 35 ปี เข้าใกล้โทรฟี “ฟีฟา เวิลด์ คัพ” อีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2014